ดัชนีหุ้นเยอรมัน (DAX Index) คืออะไร? สอนเทรด DAX Index ผ่าน MT5
BY Tee Arjchaidan (ธีร์ อาจชายแดน)
|พฤศจิกายน 6, 2026ปัจจุบัน ตลาดหุ้นเยอรมันเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของยุโรป มีบริษัทชั้นนำทั้งด้านยานยนต์ อุตสาหกรรม และการเงิน โดย DAX Index คือดัชนีที่นำหุ้นบริษัทใหญ่ 40 แห่งมาคำนวณเป็นตัวเลขเดียว เพื่อสะท้อนภาพรวมการเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มนี้ แต่เมื่อเปิดกราฟกลับพบทั้ง DAX 30, DAX 40 และรหัส DE30 หรือ DE40 ชื่อเหล่านี้ต่างกันอย่างไร?
บทความนี้จะพาไปรู้จัก DAX Index หรือ “ดัชนีหุ้นเยอรมัน” ตั้งแต่ความหมายและที่มาของชื่อ ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา ไปจนถึงวิธีเทรด DAX Index ผ่าน MT5 ของโบรกเกอร์ TIOmarkets
ดัชนีหุ้นเยอรมัน DAX Index คืออะไร?
DAX Index หรือ Deutscher Aktienindex คือดัชนีหุ้นเยอรมันที่นำการเคลื่อนไหวของหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ 40 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt Stock Exchange) มาคำนวณเป็นค่าดัชนีเดียว เพื่อติดตามภาพรวมการเปลี่ยนแปลงของหุ้นกลุ่มนี้
โดยบริษัททั้ง 40 แห่งต้องผ่านเกณฑ์คัดเลือกของผู้จัดทำดัชนี และมีการทบทวนองค์ประกอบเป็นระยะ DAX จึงเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่นักลงทุนใช้ประเมินทิศทางตลาดหุ้นเยอรมัน แม้จะไม่ได้ครอบคลุมบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดก็ตาม
หุ้นทั้ง 40 บริษัทไม่ได้มีผลต่อ DAX เท่ากัน เพราะดัชนีใช้วิธีถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดของหุ้นที่ซื้อขายได้ทั่วไป (Free-float Market Capitalization)
- น้ำหนักของแต่ละบริษัทคำนวณจากราคาหุ้นคูณจำนวนหุ้นที่หมุนเวียนซื้อขายในตลาด
- หุ้นที่มีน้ำหนักมากจะส่งผลต่อดัชนีมากกว่า เช่น หากหุ้นสองบริษัทปรับขึ้น 1% เท่ากัน หุ้นที่มีน้ำหนักสูงกว่าจะทำให้ DAX ปรับตัวขึ้นมากกว่า
DAX 30 กับ DAX 40 ต่างกันอย่างไร แล้ว DE30 คืออะไร?
เดิม DAX ประกอบด้วยบริษัท 30 บริษัท จึงพบชื่อเรียกว่า DAX 30 ต่อมาดัชนีขยายเป็น 40 บริษัท มีผลตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2021 คำว่า DAX 40 ที่เห็นในปัจจุบันจึงช่วยสื่อถึงจำนวนบริษัทหลังการเปลี่ยนแปลง ส่วนคำว่า DAX Index ยังใช้เรียกตัวดัชนีได้ตามปกติ

ชื่อดัชนีและรหัสสินทรัพย์ที่ใช้ส่งคำสั่งซื้อขายอาจแตกต่างกันตามผู้ให้บริการ โดยสำหรับการเทรดดัชนี DAX ผ่าน TIOmarkets บนแพลตฟอร์ม MT5 จะใช้รหัส DE40 ผู้ลงทุนสามารถค้นหารหัส DE40 ในหน้าต่าง Market Watch และตรวจสอบรายละเอียดสินทรัพย์ (Specification) ก่อนส่งคำสั่งซื้อขาย
- หากไม่พบรหัส DE40 บนแพลตฟอร์มที่ใช้งาน สามารถลองค้นหาด้วยรหัส DE30 ซึ่งเป็นรหัสเดิมที่ผู้ให้บริการบางรายยังใช้อยู่ โดยเลข 30 ในรหัสไม่ได้หมายความว่าดัชนี DAX ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนเพียง 30 แห่ง เนื่องจากดัชนีได้ขยายเป็น 40 บริษัทแล้ว
ดูราคา DAX Index หรือดัชนีหุ้นเยอรมันได้ที่ไหน?
สำหรับผู้ที่ต้องการดูราคาดัชนีหุ้นเยอรมัน สามารถเริ่มจากรายละเอียดสัญญาของ Dax Index ของโบรกเกอร์ TIOmarkets เพื่อดูกราฟราคา Dax Index และข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้อย่างละเอียด และหากต้องการทดลองซื้อขาย จำเป็นต้องเปิดบัญชี TIOmarkets ซึ่งปัจจุบันมีบัญชีทดลอง (Demo Account) เปิดให้บริการด้วย
ทั้งนี้เมื่อเปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว คุณจะสามารถดาวน์โหลด MT5 เพื่อเข้าดูราคาสินทรัพย์ที่หลากหลาย นอกเหนือจากดัชนีหุ้นเยอรมันได้

ดัชนีหุ้นเยอรมันเปิด–ปิดกี่โมงตามเวลาไทย?
ตลาดหุ้นเยอรมัน Xetra มีช่วงซื้อขายหลักตั้งแต่เวลา 09:00–17:30 น. ตามเวลาเยอรมนี เมื่อเทียบเป็นเวลาไทยจะมีความแตกต่างกันตามฤดูกาล ดังนี้
- ช่วงฤดูร้อน (CEST): เปิด 14:00 น. ปิด 22:30 น. ตามเวลาไทย
- ช่วงฤดูหนาว (CET): เปิด 15:00 น. ปิด 23:30 น. ตามเวลาไทย
อย่างไรก็ตาม เวลาดังกล่าวเป็นช่วงซื้อขายหลักของตลาด Xetra ซึ่งปัจจุบันมีบริการซื้อขายนอกเวลาหลักเพิ่มเติมสำหรับนักลงทุนรายย่อย โดยขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการที่เข้าร่วม
สำหรับผู้ที่เทรด DAX Index ผ่าน MT5 เวลาซื้อขายจะยาวกว่าตลาดหุ้นเยอรมัน โดยลูกค้า TIOmarkets สามารถเทรดดัชนีหุ้นเยอรมันได้ประมาณ 23 ชั่วโมงต่อวัน ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ โดยทั่วไปจะเริ่มซื้อขายเวลา 08:00 น. และปิดพักตลาดเวลา 07:00 น. ของเช้าวันถัดไป ตามเวลาไทย
ทั้งนี้ เวลาซื้อขาย CFD อาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาออมแสง วันหยุดตลาด และตารางของโบรกเกอร์ ผู้ลงทุนจึงควรตรวจสอบเวลาเปิด–ปิดของดัชนีหุ้นเยอรมันหรือ DE40 ในส่วน Trading Sessions บน MT5 ก่อนส่งคำสั่งซื้อขาย โดยคำนึงถึงเวลาของ Server ที่ใช้ด้วย
ลงทุนหุ้นเยอรมันกับเทรด DAX Index CFD ต่างกันอย่างไร?
การลงทุนในหุ้นเยอรมันสามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการซื้อหุ้นรายบริษัท การลงทุนผ่านกองทุนที่อ้างอิงดัชนี DAX และการเทรด DAX CFD โดยแต่ละวิธีมีความแตกต่างกันทั้งด้านการถือครองสินทรัพย์ ผลตอบแทน และความเสี่ยง ดังนี้
- ซื้อหุ้นเยอรมันรายบริษัท: เป็นการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่เลือกโดยตรง เช่น Siemens, SAP หรือ Allianz ผู้ลงทุนมีโอกาสรับผลตอบแทนจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นและเงินปันผล รวมถึงมีสิทธิของผู้ถือหุ้นตามเงื่อนไขของหลักทรัพย์นั้น แต่ก็ต้องรับความเสี่ยงจากผลประกอบการของแต่ละบริษัท
- ลงทุนผ่านกองทุนหรือ ETF ที่อ้างอิง DAX Index: เป็นการลงทุนผ่านกองทุนที่มุ่งสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี DAX ซึ่งประกอบด้วยหุ้นบริษัทชั้นนำของเยอรมนี 40 แห่ง ช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นเพียงบริษัทเดียว หากเป็น ETF ยังสามารถซื้อขายหน่วยลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ระหว่างวันได้ด้วย
แต่สำหรับ การเทรด DAX Index ผ่าน CFD เป็นการซื้อขายสัญญาที่อ้างอิงการเคลื่อนไหวของดัชนี DAX Index โดยไม่ต้องถือครองหุ้นจริง ผู้ลงทุนสามารถเปิดสถานะซื้อ (Buy) เมื่อคาดว่าดัชนีจะปรับตัวขึ้น หรือเปิดสถานะขาย (Sell) เมื่อคาดว่าดัชนีจะปรับตัวลง อีกทั้งยังสามารถใช้ Leverage เพื่อเปิดสถานะที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินหลักประกันได้ แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนเช่นกัน
สำหรับเนื้อหาต่อจากนี้จะเน้นการเทรด DAX Index ผ่าน MT5 ของ TIOmarkets ซึ่งมีรายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับขนาดล็อตและการวางหลักประกันสำหรับตราสาร CFD ผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ประเภทนี้สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากบทความ CFD คืออะไร
เริ่มต้นการเทรด DAX Index บน MT5
การเทรดดัชนีหุ้นเยอรมันที่ได้รับความนิยม จะเป็นการเทรดผ่าน MT5 ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับดูราคา วิเคราะห์กราฟ และส่งคำสั่งซื้อขาย CFD ผ่านบัญชีโบรกเกอร์ Forex ซึ่งสามารถใช้เทรดสินทรัพย์ได้หลากหลาย รวมถึงดัชนีหุ้นเยอรมัน หรือ Dax Index
ตัวอย่างต่อไปนี้ใช้เวอร์ชันคอมพิวเตอร์ หากยังไม่คุ้นเคยกับหน้าจอ สามารถเปิดคู่มือ "MT5 คืออะไร" อ่านประกอบได้ แต่ทางนี้คุณจะสามารถใช้งาน MT5 ได้ก็ต่อเมื่อคุณได้เปิดบัญชี MT5 กับโบรกเกอร์แล้ว
เปิดบัญชีทดลอง (Demo) ฝึกเทรดดัชนีหุ้นเยอรมัน
- สมัครบัญชีกับ TIOmarkets และยืนยันตัวตน ตรวจชื่อและเอกสารให้ตรงกัน รวมถึงหลักฐานที่อยู่ (เมื่อต้องการถอนเงินจริง)
- สร้างบัญชีเทรด MT5 แล้วเลือกบัญชี Demo สำหรับฝึกเทรดด้วยเงินเสมือนจริง
ค้นหารหัส DAX Index (DE30 หรือ DE40)
- เปิดโปรแกรม MT5 แล้วเลือก View → Market Watch หรือกด Ctrl+M บนคอมพิวเตอร์ หากไม่พบสินทรัพย์ ให้เปิดหน้าต่าง Symbols ด้วย Ctrl+U แล้วค้นหา DE30 หรือ DE40
- ตรวจสอบชื่อสินทรัพย์และคำอธิบายที่เกี่ยวข้องกับ DAX Index หรือ Xetra DAX Index จากนั้นเพิ่มสินทรัพย์ลงใน Market Watch แล้วคลิกขวาเพื่อเปิดกราฟราคา โดยในบัญชี Demo ที่ใช้ประกอบบทความนี้ สินทรัพย์แสดงชื่อว่า .DE30-

เมื่อเปิดกราฟ DAX Index ได้แล้ว ผู้ลงทุนสามารถดูการเคลื่อนไหวของราคา ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค และเตรียมส่งคำสั่งซื้อขายได้จากแพลตฟอร์มเดียวกัน
วิธีส่งคำสั่งเทรด DAX Index และการปิดสถานะ
เมื่อสามารถเปิดกราฟราคาหุ้นเยอรมันได้ถูกต้องแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการเปิดคำสั่งเทรด โดยสามารถเลือกส่งคำสั่งเทรด ณ เวลานั้น (Market Execution) หรือเป็นการวางคำสั่งซื้อขายล่วงหน้า (Pending) ก็ได้เช่นกัน
ส่งคำสั่ง DAX Index แบบ Market Execution
Market Execution คือการส่งคำสั่งซื้อขาย DAX Index ณ ราคาที่สามารถดำเนินการได้ในตลาดขณะนั้น โดยไม่ต้องรอให้ราคาเคลื่อนไหวถึงระดับที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ผู้ลงทุนสามารถเลือกเปิดสถานะได้ 2 ทิศทาง ได้แก่
- Buy (ซื้อ): เปิดสถานะเมื่อคาดว่าดัชนี DAX Index จะปรับตัวขึ้น
- Sell (ขาย): เปิดสถานะเมื่อคาดว่าดัชนี DAX Index จะปรับตัวลง

ขั้นตอนส่งคำสั่ง Market Execution บน MT5
- เลือกสินทรัพย์รหัส Dax Index ที่ถูกต้อง (ในที่นี่คือ DE30) ในหน้าต่าง Market Watch แล้วคลิก New Order หรือกด F9 จากกราฟ DAX Index ที่เปิดอยู่
- เลือกประเภทคำสั่ง Market Execution
- กำหนดขนาดการซื้อขายในช่อง Volume และตั้งค่า Stop Loss (SL) หรือ Take Profit (TP) ตามแผนการเทรด
- ตรวจสอบรายละเอียดคำสั่ง จากนั้นคลิก Buy by Market หรือ Sell by Market เพื่อส่งคำสั่งซื้อขาย
- เมื่อคำสั่งสำเร็จ สามารถตรวจสอบสถานะและราคาเปิดได้ในแท็บ Trade ของ MT5
ทั้งนี้ ราคาที่ดำเนินการจริงอาจแตกต่างจากราคาที่แสดงขณะกดส่งคำสั่ง โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
ส่งคำสั่ง DAX Index แบบ Pending Order
นอกจากการส่งคำสั่งซื้อขายทันทีผ่าน Market Execution แล้ว ผู้ลงทุนยังสามารถใช้ Pending Order เพื่อตั้งคำสั่งซื้อขายล่วงหน้า โดยระบบจะรอให้ราคาเคลื่อนไหวถึงเงื่อนไขที่กำหนดก่อนดำเนินการ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
- Limit Order: คำสั่งรอซื้อที่ราคาต่ำกว่าปัจจุบัน (Buy Limit) หรือรอขายที่ราคาสูงกว่าปัจจุบัน (Sell Limit) เหมาะกับกรณีที่คาดว่าราคาจะย้อนกลับมาถึงระดับที่ต้องการ
- Stop Order: คำสั่งรอซื้อเมื่อราคาปรับขึ้นถึงระดับที่กำหนด (Buy Stop) หรือรอขายเมื่อราคาปรับลงถึงระดับที่กำหนด (Sell Stop) เหมาะกับกรณีที่คาดว่าราคาจะเคลื่อนไหวต่อไปในทิศทางเดิม

ขั้นตอนการตั้งค่า Pending Order เพื่อรอราคาหุ้นเยอรมันวิ่งมาในจุดที่คุณต้องการ
- เลือกดัชนีหุ้นเยอรมัน แล้วเปิดหน้าต่าง New Order จากนั้นเปลี่ยนประเภทคำสั่งเป็น Pending Order
- เลือกชนิดคำสั่ง เช่น Buy Limit, Sell Limit, Buy Stop หรือ Sell Stop ตามแผนการเทรด
- กรอกขนาดล็อต (Volume) และระดับราคาที่ต้องการในช่อง Price พร้อมกำหนด Stop Loss (SL), Take Profit (TP) และวันหมดอายุของคำสั่ง (Expiration) หากระบบรองรับ
- ตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมดแล้วกด Place เพื่อส่งคำสั่ง จากนั้นสามารถตรวจสอบรายการที่รอดำเนินการได้ในแท็บ Trade
แก้ไข SL/TP และยกเลิก Pending Order
หลังจากส่งคำสั่งแล้ว ผู้ลงทุนสามารถกลับมาแก้ไขระดับ Stop Loss (SL) หรือ Take Profit (TP) รวมถึงยกเลิก Pending Order ที่ยังไม่ถูกดำเนินการได้จากแท็บ Trade บน MT5
- แก้ไข SL/TP ของสถานะที่เปิดแล้ว: คลิกขวาที่สถานะที่ต้องการ เลือก Modify Position หรือคำสั่งแก้ไขที่เกี่ยวข้อง จากนั้นปรับระดับ SL/TP และกดยืนยัน
- ปรับ SL/TP บนกราฟ: สามารถลากเส้นระดับราคาไปยังจุดที่ต้องการได้ หากเปิดใช้งานฟังก์ชันแสดงและแก้ไขระดับการเทรดบนกราฟ โดยควรตรวจสอบค่าที่บันทึกอีกครั้ง เพราะการขยับ SL อาจทำให้จำนวนเงินที่เสี่ยงเปลี่ยนไป
- ยกเลิก Pending Order: เลือกคำสั่งที่ยังรอดำเนินการในแท็บ Trade แล้วใช้คำสั่ง Delete หรือ Cancel จากนั้นตรวจสอบว่ารายการถูกยกเลิกเรียบร้อยแล้ว

ข้อควรระวังคือ การยกเลิก Pending Order ใช้ได้กับคำสั่งที่ยังรอดำเนินการเท่านั้น หากคำสั่งถูกดำเนินการและกลายเป็นสถานะซื้อขายแล้ว จะต้องใช้คำสั่ง Close Position เพื่อปิดสถานะดังกล่าว
ปิดออเดอร์ DAX Index บางส่วนหรือทั้งหมดบน MT5
เมื่อเปิดสถานะ DAX Index แล้ว ผู้ลงทุนสามารถเลือกปิดสถานะทั้งหมด หรือปิดเพียงบางส่วนเพื่อให้ส่วนที่เหลือยังคงเปิดอยู่ได้
ตัวอย่างนี้ใช้บัญชี Demo ที่เปิดสถานะ Buy ขนาด 0.02 ล็อต และทดลองปิดเพียง 0.01 ล็อตก่อน โดยมีขั้นตอนดังนี้
- เปิดแท็บ Trade แล้วเลือกสถานะ DAX Index ที่ต้องการปิด จากนั้นคลิกขวาและเลือก Close Position
- ในหน้าต่างปิดสถานะ ให้เปลี่ยน Volume จาก 0.02 เป็น 0.01 ล็อต เพื่อปิดเพียงครึ่งหนึ่งของสถานะ
- ตรวจสอบชื่อสินทรัพย์และจำนวนล็อตบนปุ่ม Close จากนั้นกดยืนยันเพื่อปิดสถานะ

- กลับไปที่แท็บ Trade เพื่อตรวจสอบว่าสถานะ Buy เหลือ 0.01 ล็อต หากต้องการปิดทั้งหมด ให้เปิดหน้าต่าง Close Position อีกครั้งและปิดจำนวนที่เหลือ

- ทั้งนี้ จำนวนล็อตที่ปิดต้องเป็นไปตามขนาดขั้นต่ำและขั้นเพิ่มล็อตที่กำหนด เช่น หากสินทรัพย์มีขนาดขั้นต่ำและขั้นเพิ่มล็อต 0.01 ล็อต ก็จะสามารถแบ่งปิดสถานะ 0.02 ล็อตออกเป็นสองส่วน ส่วนละ 0.01 ล็อตได้
- สำหรับบัญชี MT5 แบบ Hedging ควรใช้คำสั่ง Close Position ของสถานะเดิมโดยตรง เนื่องจากการส่งคำสั่ง Buy หรือ Sell ในทิศทางตรงข้ามอาจเป็นการเปิดสถานะใหม่แทนการปิดสถานะเดิม
ดูประวัติเทรด DAX Index ของคุณ
หลังจากปิดสถานะแล้ว ผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบประวัติการซื้อขายได้จากแท็บ History บน MT5 โดยเลือกช่วงเวลาที่ต้องการและตรวจสอบรายละเอียดสำคัญ ดังนี้
- ราคาและจำนวนล็อต: ตรวจสอบราคาเปิด ราคาปิด เวลา และ Volume ว่าตรงกับรายการที่ต้องการ โดยเฉพาะกรณีปิดสถานะบางส่วน
- กำไรขาดทุนและต้นทุน: ตรวจสอบ Profit ซึ่งแสดงผลกำไรขาดทุนจากการซื้อขาย รวมถึง Commission และ Swap ที่อาจแสดงแยกกัน เพื่อประเมินผลลัพธ์สุทธิของการเทรด
- สถานะที่ยังเปิดอยู่: กลับไปตรวจสอบแท็บ Trade อีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าไม่มีสถานะคงเหลือที่ไม่ได้ตั้งใจถือไว้
เมื่อทดลองส่งคำสั่ง เปิด–ปิดสถานะ และตรวจสอบประวัติการเทรดแล้ว อีกเรื่องสำคัญที่ควรเข้าใจก่อนซื้อขายด้วยเงินจริงคือการกำหนดขนาดล็อต เพราะจำนวนล็อตมีผลโดยตรงต่อกำไรขาดทุนของแต่ละรายการ หัวข้อต่อไปจะพาไปดูวิธีคำนวณล็อต DAX Index โดยใช้รายละเอียดสัญญาและตัวอย่างจากบัญชี Demo ที่เราเพิ่งทดลองเทรดไป
คำนวณล็อต DAX Index อย่างไรให้สัมพันธ์กับความเสี่ยง?
ล็อต (Lot) คือหน่วยบอกขนาดการซื้อขาย ซึ่งผู้ลงทุนต้องกรอกในช่อง Volume บน MT5 โดยการกำหนดจำนวนล็อตควรพิจารณาร่วมกับเงินที่ยอมรับการขาดทุนได้ และระยะห่างระหว่างราคาเข้ากับจุด Stop Loss (SL)
ทั้งนี้ มูลค่าของ 1 ล็อตไม่ได้เท่ากันในสินทรัพย์ทุกชนิด ผู้ที่เคยเทรดคู่เงิน Forex จึงไม่ควรนำวิธีคำนวณมูลค่า Pip มาใช้กับ DAX Index โดยตรง แต่ควรตรวจสอบขนาดสัญญาของสินทรัพย์ก่อน หากต้องการทบทวนพื้นฐาน สามารถอ่านบทความ [Lot คืออะไร] ประกอบได้
ตรวจสอบรายละเอียดสัญญา DAX Index บน MT5
ก่อนเริ่มคำนวณล็อต ให้กลับไปที่หน้าต่าง Market Watch ของ MT5 แล้วคลิกขวาที่สินทรัพย์ DAX Index ที่เลือกไว้ จากนั้นเปิดเมนู Specification เพื่อตรวจสอบขนาดสัญญา สกุลเงินที่ใช้คำนวณกำไรขาดทุน ล็อตขั้นต่ำ และขั้นเพิ่มล็อต

สำหรับบัญชี Demo ของ TIOmarkets ที่ใช้ประกอบบทความนี้ ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2026 สินทรัพย์ DE30 มีรายละเอียดสำคัญดังนี้
- Contract Size: เท่ากับ 10 ต่อ 1 ล็อต
- Profit Currency: ใช้สกุลเงิน EUR ในการคำนวณกำไรขาดทุน
- Calculation: ใช้วิธีคำนวณแบบ CFD
- Minimum Volume: เริ่มซื้อขายได้ตั้งแต่ 0.01 ล็อต
- Volume Step: ปรับขนาดล็อตเพิ่มหรือลดครั้งละ 0.01 ล็อต

รายละเอียดเหล่านี้จะใช้ประกอบการคำนวณในหัวข้อถัดไป โดยผู้ลงทุนควรตรวจสอบ Specification ของบัญชีตนเองอีกครั้ง เนื่องจากเงื่อนไขสัญญาอาจแตกต่างกันตามสินทรัพย์และ Server ที่ใช้งาน
นอกจากนี้ ใน Specification ยังมีค่า Tick Size ซึ่งหมายถึงช่วงราคาขั้นต่ำที่เปลี่ยนแปลงได้ และ Tick Value ซึ่งใช้บอกมูลค่าของการเปลี่ยนแปลงราคาต่อหนึ่ง Tick อย่างไรก็ตาม ภาพตัวอย่างแสดงค่าทั้งสองช่องเป็น 0 จึงไม่ควรนำตัวเลขดังกล่าวไปใช้คำนวณโดยตรง แต่จะใช้ Contract Size และวิธีคำนวณ CFD ของสัญญานี้แทน
คำนวณล็อต DAX Index จากระยะ Stop Loss และขนาดสัญญา
สำหรับ DAX CFD ในบัญชีตัวอย่างที่มี Contract Size เท่ากับ 10 เราสามารถประมาณผลขาดทุนจากการเคลื่อนไหวของราคาได้จากสูตร
ผลขาดทุนโดยประมาณ (EUR) = ระยะห่างราคาเข้า–SL × Contract Size × จำนวนล็อต
โดยระยะห่างราคาในสูตรใช้หน่วยจุดดัชนี และยังไม่รวมค่าธรรมเนียมหรือความคลาดเคลื่อนของราคาที่ดำเนินการจริง
ขั้นตอนคำนวณมีดังนี้
- กำหนดงบความเสี่ยง: เลือกจำนวนเงินที่ยอมรับการขาดทุนได้ต่อรายการ พร้อมเผื่อต้นทุนการซื้อขาย
- กำหนดจุดเข้าและ Stop Loss: หาระยะห่างของราคาทั้งสองระดับเป็นจุดดัชนี
- คำนวณความเสี่ยงต่อ 1 ล็อต: นำระยะห่างราคาคูณ Contract Size เพื่อหาผลขาดทุนโดยประมาณในสกุลเงินกำไรขาดทุนของสัญญา
- คำนวณจำนวนล็อต: นำงบความเสี่ยงหลังเผื่อต้นทุนหารด้วยความเสี่ยงต่อ 1 ล็อต แล้วปัดลงให้ตรงกับ Volume Step ของสินทรัพย์
หากบัญชีเทรดใช้ USD แต่สัญญาคิดกำไรขาดทุนเป็น EUR จะต้องแปลงสกุลเงินก่อนนำไปเปรียบเทียบกับงบความเสี่ยง หรือใช้ข้อมูลประมาณการจาก MT5 ประกอบการตรวจสอบ
ตัวอย่างการคำนวณความเสี่ยงจาก Stop Loss ของ DAX Index
ลองกลับมาดูสถานะ Buy ของ DAX Index ที่ใช้ฝึกเทรดก่อนหน้านี้ โดยบัญชี Demo มีรายละเอียดดังนี้
- ราคาเปิด Buy: 26,097.51
- Stop Loss (SL): 25,877.87
- Volume: 0.02 ล็อต
- Contract Size: 10
จากข้อมูลนี้ ระยะห่างระหว่างราคาเปิดกับ Stop Loss เท่ากับ 219.64 จุดดัชนี ซึ่งเราสามารถนำมาคำนวณจำนวนเงินที่เสี่ยงได้

ขั้นตอนคำนวณ
- ระยะห่างราคา: 26,097.51 − 25,877.87 = 219.64 จุดดัชนี
- หน่วยใน MT5: สัญญานี้แสดงราคาทศนิยม 2 ตำแหน่ง ทำให้ 1 Point ของ MT5 เท่ากับ 0.01 จุดดัชนี ดังนั้น ระยะ 219.64 จุดดัชนีจึงเท่ากับ 21,964 Points
- ผลขาดทุนโดยประมาณก่อนต้นทุน: 219.64 × 10 × 0.02 = 43.928 EUR
- มูลค่าในสกุลเงินบัญชี: ภาพตัวอย่างบน MT5 แสดงจำนวนเงินประมาณ 49 USD ซึ่งเป็นค่าที่แปลงจาก EUR แล้ว และอาจเปลี่ยนแปลงตามอัตราแลกเปลี่ยน
จะเห็นว่า แม้ราคา DAX Index จะเคลื่อนไหวเพียง 219.64 จุดดัชนี แต่ผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นขึ้นอยู่กับจำนวนล็อตและขนาดสัญญาที่ใช้ด้วย
เมื่อเข้าใจตัวเลขแล้ว เราสามารถกลับไปดูสถานะบนกราฟ MT5 เพื่อเปรียบเทียบระยะ Stop Loss กับจำนวนเงินที่เสี่ยงได้ ดังนี้
- เปิดแท็บ Trade แล้วตรวจสอบราคาเข้าและ Volume ของสถานะที่ต้องการ
- สำหรับสถานะ Buy ในตัวอย่าง ให้ลากเส้น Stop Loss ลงมาต่ำกว่าราคาเข้า จากนั้นตรวจสอบระดับราคาที่บันทึกไว้ในคอลัมน์ S/L ส่วนสถานะ Sell ที่ตั้ง SL เพื่อจำกัดขาดทุนจะวางระดับดังกล่าวเหนือราคาเข้า
- เปิดหน้าต่างจัดการสถานะเพื่อตรวจสอบระดับ SL และข้อมูลประมาณการที่แพลตฟอร์มแสดงประกอบ

หากลดขนาดสถานะลงครึ่งหนึ่งจาก 0.02 เหลือ 0.01 ล็อต โดยใช้ราคาเข้าและ Stop Loss เดิม ผลขาดทุนโดยประมาณก็จะลดลงครึ่งหนึ่งเช่นกัน จากประมาณ 49 USD เหลือประมาณ 25 USD ตามข้อมูลในภาพตัวอย่าง
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนตัวเลข Volume ในหน้าต่างคำสั่งเพียงอย่างเดียวยังไม่ได้เปลี่ยนขนาดสถานะที่เปิดอยู่จริง จนกว่าจะมีการดำเนินคำสั่งที่เกี่ยวข้องสำเร็จ
ทั้งนี้ หากขยับ Stop Loss ให้ห่างจากราคาเข้ามากขึ้น จำนวนเงินที่เสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นแม้ใช้ล็อตเท่าเดิม และในสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง ราคาปิดจริงอาจแตกต่างจากระดับ SL ที่กำหนดไว้ รวมถึงมีต้นทุนอย่าง Spread และ Commission เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ตัวอย่างการคำนวณล็อต DAX Index จากงบความเสี่ยง
สมมติว่าผู้ลงทุนกำหนดงบความเสี่ยงไว้ที่ 30 EUR หลังเผื่อต้นทุนการซื้อขาย และตั้ง Stop Loss ห่างจากราคาเข้า 219.64 จุดดัชนี โดยสัญญามี Contract Size เท่ากับ 10
สามารถคำนวณจำนวนล็อตได้ดังนี้
30 ÷ (219.64 × 10) ≈ 0.0137 ล็อต
เนื่องจากสินทรัพย์ตัวอย่างกำหนด Volume Step ไว้ที่ 0.01 ล็อต จึงต้องปัดลงเหลือ 0.01 ล็อต ซึ่งจะมีผลขาดทุนจากส่วนต่างราคาประมาณ 21.96 EUR หากราคาถึง Stop Loss ตามที่กำหนด
ทั้งนี้ จำนวนเงินดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างสำหรับฝึกคำนวณ ผลขาดทุนจริงอาจแตกต่างออกไปตามราคาที่ดำเนินการได้และต้นทุนการซื้อขาย นอกจากนี้ ผู้ลงทุนควรตรวจสอบเงินหลักประกัน (Margin) ที่ต้องใช้ก่อนเปิดสถานะ โดยสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ Leverage คืออะไร
ตัวอย่างปัจจัยที่ส่งผลต่อ DAX Index ในปี 2026
การติดตามเศรษฐกิจเยอรมนีและเหตุการณ์สำคัญทั่วโลกช่วยให้นักลงทุนเข้าใจการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นเยอรมันได้ดีขึ้น โดยเฉพาะข่าวที่ส่งผลต่อบริษัทขนาดใหญ่ในดัชนี เช่น การลงทุนภาครัฐ นโยบายการค้า และต้นทุนพลังงาน ซึ่งมีตัวอย่างเหตุการณ์จริงในปี 2026 ดังนี้
การลงทุนภาครัฐและการเติบโตของเศรษฐกิจเยอรมนี
วันที่ 8 ตุลาคม 2026 รัฐบาลเยอรมนีปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2026 จาก 0.5% เป็น 1.3% โดยมีแรงสนับสนุนจากการส่งออกและการลงทุนภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานและกลาโหม
การลงทุนเหล่านี้อาจเป็นโอกาสสำหรับบริษัทในดัชนีหุ้นเยอรมัน เช่น Siemens และ Siemens Energy ที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและระบบพลังงาน อย่างไรก็ตาม ผลต่อรายได้และกำไรของบริษัทจะขึ้นอยู่กับโครงการที่ได้รับจริง รวมถึงความคืบหน้าในการดำเนินงาน
นโยบายภาษีการค้ากับธุรกิจส่งออกของเยอรมนี
วันที่ 19 มกราคม 2026 ดัชนีหุ้นเยอรมัน DAX ปรับตัวลดลงราว 1.3% หลังสหรัฐฯ ขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากหลายประเทศในยุโรป รวมถึงเยอรมนี ท่ามกลางข้อพิพาทเรื่องกรีนแลนด์
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อตลาดหุ้นเยอรมัน เนื่องจากบริษัทหลายแห่งพึ่งพารายได้จากต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์และอุตสาหกรรม หากต้นทุนภาษีนำเข้าสูงขึ้น อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน ยอดขาย และกำไรของบริษัทได้
แม้มาตรการจะยังไม่เริ่มบังคับใช้ แต่ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าก็สามารถส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและราคาหุ้นได้ล่วงหน้า
ต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย
วันที่ 31 สิงหาคม 2026 ดัชนี DAX ปรับตัวลดลงประมาณ 1.2% ท่ามกลางราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย
เยอรมนีเป็นประเทศที่มีภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจึงอาจกระทบทั้งต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อที่สูงขึ้นยังอาจทำให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงหรือปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนทางการเงินให้กับธุรกิจ
เหตุการณ์ทั้งสามสะท้อนให้เห็นว่า ดัชนีหุ้นเยอรมันไม่ได้เคลื่อนไหวตามเศรษฐกิจภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากการค้าโลก ราคาพลังงาน และนโยบายการเงินด้วย ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของดัชนีในแต่ละวันอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน

คำถามที่พบบ่อย
คำสงวนความรับผิด: สัญญาการซื้อขายส่วนต่าง เป็นตราสารที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินอย่างรวดเร็วจากเลเวอเรจ คุณควรพิจารณาว่าคุณเข้าใจถึงระบบการทำงานของ สัญญาการซื้อขายส่วนต่าง และพร้อมรับความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินแล้วหรือไม่ อย่าฝากมากกว่าจำนวนเงินที่คุณพร้อมจะสูญเสีย การขาดทุนของลูกค้ามืออาชีพอาจมากกว่าเงินฝากของพวกเขา โปรดดูนโยบายคำเตือนความเสี่ยงของเราและรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระหากคุณไม่เข้าใจส่วนใด ข้อมูลนี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้หรือมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่หรือใช้โดยผู้ที่อาศัยอยู่ในบางประเทศ/เขตอำนาจศาล โดยรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง สหรัฐอเมริกาและ OFAC บริษัทมีสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงรายชื่อประเทศข้างต้นตามดุลยพินิจของตนเอง
Join us on social media
Authors BIO







