ดัชนีฮั่งเส็ง คืออะไร? สอนวิธีเทรดหุ้น Hang Seng Index บน MT5
BY Tee Arjchaidan (ธีร์ อาจชายแดน)
|พฤศจิกายน 6, 2026BYD, Xiaomi, Alibaba และ Tencent เป็นบริษัทจีนที่หลายคนคุ้นเคย แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าหุ้นของบริษัทเหล่านี้ซื้อขายอยู่ในตลาดหุ้นฮ่องกง ทำให้ตลาดแห่งนี้มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจีนอย่างใกล้ชิด และเช่นเดียวกับตลาดหุ้นอื่น ๆ ตลาดหุ้นฮ่องกงก็มีดัชนีที่ใช้ติดตามการเคลื่อนไหวของหุ้น โดยหนึ่งในดัชนีหลักก็คือ Hang Seng Index หรือที่เรียกกันติดปากว่า “หุ้นฮั่งเส็ง”
บทความนี้จะพาไปรู้จักดัชนีฮั่งเส็ง ตั้งแต่ความหมาย วิธีดูราคา และเวลาเปิด–ปิดตลาด ไปจนถึงการเทรดดัชนีฮั่งเส็ง HK50 ผ่าน MT5 ของ TIOmarkets พร้อมตัวอย่างคำนวณล็อตจากระยะ Stop Loss การส่งคำสั่ง และการปิดสถานะ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถฝึกฝนผ่านบัญชีทดลองได้
ดัชนีฮั่งเส็ง (Hang Seng Index) คืออะไร?
Hang Seng Index หรือ HSI คือดัชนีหุ้นที่วัดการเคลื่อนไหวของหุ้นบริษัทขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดยคัดเลือกตามเกณฑ์ของผู้จัดทำดัชนี แล้วนำมาคำนวณเป็นค่าดัชนีเดียว เพื่อให้นักลงทุนติดตามทิศทางของหุ้นกลุ่มนี้โดยรวม
แต่แม้จะเป็นดัชนีหุ้นฮ่องกง HSI Index ก็ยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่ติดตามเศรษฐกิจจีนอีกด้วย เพราะหุ้นในดัชนีฮั่งเส็งจำนวนมากเป็นบริษัทจีนหรือมีธุรกิจเชื่อมโยงกับจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อมีข่าวเศรษฐกิจหรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายสำคัญของจีน นักลงทุนจะติดตามว่า การเคลื่อนไหวของหุ้นฮั่งเส็งตอบสนองต่อข่าวนั้น ๆ อย่างไร และนั่นเป็นเหตุผลที่ HSI ได้รับความนิยมอย่างมาก
HSI กับ HK50 ต่างกันอย่างไร?
แม้จะเกี่ยวข้องกับดัชนีฮั่งเส็งเหมือนกัน แต่ HSI และ HK50 มีความหมายต่างกัน
- Hang Seng Index (HSI): ดัชนีที่ใช้วัดการเคลื่อนไหวของหุ้นบริษัทชั้นนำในตลาดหุ้นฮ่องกง ไม่ใช่หุ้นที่สามารถซื้อขายได้โดยตรง
- HK50 คือรหัสสินทรัพย์ที่โบรกเกอร์ Forex หลายรายใช้สำหรับเทรดผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงดัชนีฮั่งเส็ง รวมถึงโบรกเกอร์ TIOmarkets ด้วย
ดังนั้น ถ้าคุณต้องการเทรดดัชนีฮั่งเส็งผ่าน MT5 ของ TIOmarkets ให้ค้นหาสัญลักษณ์ HK50 ซึ่งแสดงคำอธิบายว่า Hang Seng Index ในบัญชี Demo ที่ใช้เป็นตัวอย่างในบทความนี้

ฮั่งเส็งต่างจากดัชนีหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่อย่างไร?
แม้ดัชนีฮั่งเส็งจะมีหุ้นบริษัทจีนจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเคลื่อนไหวเหมือนดัชนีหุ้นในจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะแต่ละดัชนีติดตามหุ้นคนละกลุ่มและมีเกณฑ์คัดเลือกต่างกัน
- ตัวอย่างเช่น Hang Seng Index (HSI) ติดตามหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง
- ขณะที่ CSI 300 ติดตามหุ้น A-share จำนวน 300 หลักทรัพย์ที่คัดเลือกจากตลาดเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น โดยหุ้น A-share เป็นหุ้นที่ซื้อขายเป็นเงินหยวนในจีนแผ่นดินใหญ่
- นอกจากนี้ ยังมี Hang Seng TECH Index ซึ่งเน้นหุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่จดทะเบียนในฮ่องกง ต่างจาก HSI ที่ครอบคลุมธุรกิจหลายอุตสาหกรรม
ดังนั้น แม้ดัชนีเหล่านี้จะได้รับอิทธิพลจากเศรษฐกิจจีนเหมือนกัน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นหรือลงในทิศทางเดียวกันเสมอไป
ดูราคาฮั่งเส็งและกราฟ HK50 ได้ที่ไหน?
นักลงทุนสามารถติดตามราคาดัชนีฮั่งเส็งและกราฟย้อนหลังได้จากเว็บไซต์ Hang Seng Indexes หรือ TradingView โดยค้นหาคำว่า Hang Seng Index หรือสัญลักษณ์ HSI เพื่อดูการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงเวลาต่าง ๆ
สำหรับผู้ที่ต้องการดูราคา Hang Seng Index ผ่านโบรกเกอร์ TIOmarkets สามารถตรวจสอบได้ที่หน้า “รายละเอียดสัญญาของดัชนีฮั่งเส็ง” หรือเมื่อคุณมีบัญชี TIOmarkets แล้ว คุณก็สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์ม MT5 ที่สามารถทดลองเทรด HK50 ด้วยบัญชีทดลองเพื่อฝึกฝนกลยุทธ์โดยไม่มีความเสี่ยงได้

ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิด–ปิดกี่โมงตามเวลาไทย?
ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดทำการวันจันทร์–ศุกร์ ยกเว้นวันหยุด โดยเวลาซื้อขายปกติ (Continuous Trading Session) แบ่งเป็น 2 ช่วง คือช่วงเช้าและช่วงบ่าย ดังนี้
| ช่วงซื้อขาย | เวลาฮ่องกง | เวลาไทย |
| ช่วงเช้า | 09.30–12.00 น. | 08.30–11.00 น. |
| ช่วงบ่าย | 13.00–16.00 น. | 12.00–15.00 น. |
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นฮ่องกงยังมีช่วงก่อนเปิดตลาด (Pre-opening Session) และช่วงประมูลราคาปิด (Closing Auction Session) รวมถึงวันซื้อขายครึ่งวัน (Half-day Trading) ในบางโอกาส โดยสามารถตรวจสอบตารางเวลาซื้อขายและวันหยุดได้จากเว็บไซต์ HKEX
ลงทุนในดัชนีฮั่งเส็งได้อย่างไร?
แม้จะติดตามราคาดัชนีฮั่งเส็งได้จากหลายช่องทาง แต่ HSI เป็นเพียงค่าดัชนี ไม่ใช่หุ้นที่สามารถซื้อขายได้โดยตรง หากต้องการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องหรือเทรดตามการเคลื่อนไหวของฮั่งเส็ง จึงต้องเลือกผ่านผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งมีวิธีซื้อขาย ต้นทุน และความเสี่ยงแตกต่างกัน
- หุ้นรายบริษัท: ซื้อหุ้นที่เป็นสมาชิก HSI ผ่านบัญชีหลักทรัพย์ที่รองรับตลาดหุ้นฮ่องกง โดยผู้ลงทุนจะเป็นเจ้าของหุ้นและได้รับสิทธิตามประเภทหุ้นที่ถือ แต่ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับบริษัทที่เลือก ไม่ใช่ดัชนีทั้งหมด
- กองทุนรวมและ ETF: ลงทุนผ่านกองทุนที่มีนโยบายติดตามดัชนีฮั่งเส็ง โดย ETF สามารถซื้อขายหน่วยลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้ ทั้งนี้ ควรตรวจสอบนโยบายการลงทุน ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลของแต่ละกองทุน
- ฟิวเจอร์สฮั่งเส็ง (Hang Seng Futures): สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงดัชนี HSI โดยมีขนาดสัญญา หลักประกัน และวันหมดอายุตามข้อกำหนดของตลาด
- CFD: สัญญาที่ใช้เทรดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาดัชนี โดยไม่ต้องซื้อหุ้นจริง สามารถเปิดสถานะ Buy หรือ Sell ตามทิศทางราคาที่คาดการณ์ได้ แต่มีความเสี่ยงจาก Leverage ซึ่งอาจทำให้ขาดทุนอย่างรวดเร็ว
สำหรับผู้ที่เลือกการเทรดผ่าน CFD จะไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นหรือได้รับเงินปันผลจากบริษัทสมาชิกโดยตรง แม้ผลิตภัณฑ์บางประเภทอาจมีการปรับยอดเงินที่เกี่ยวข้องกับเงินปันผลตามเงื่อนไขของสัญญาก็ตาม
เริ่มต้นเทรด HK50 บน MT5
การเทรด HK50 ผ่าน MT5 ต้องมีบัญชีเทรดกับโบรกเกอร์ก่อน โดย MT5 หรือ MetaTrader 5 เป็นโปรแกรมที่ใช้ดูกราฟราคา วิเคราะห์ตลาด และส่งคำสั่งซื้อขาย ส่วน TIOmarkets เป็นผู้ให้บริการบัญชีเทรดที่เชื่อมต่อกับโปรแกรม
ตัวอย่างในบทความนี้ใช้ MT5 บนคอมพิวเตอร์และบัญชี Demo ของ TIOmarkets เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2026 เพื่อให้ผู้เริ่มต้นทดลองเปิดกราฟ ส่งคำสั่ง และจัดการสถานะด้วยเงินจำลองก่อนใช้เงินจริง
เปิดบัญชีทดลองหรือบัญชีเงินจริง
ผู้ที่ยังไม่มีบัญชี MT5 สามารถเริ่มต้นได้ตามขั้นตอนดังนี้
- ลงทะเบียนกับ TIOmarkets และกรอกข้อมูลตามที่ระบบร้องขอ
- ดำเนินการยืนยันตัวตนตามเงื่อนไขของบัญชีที่ต้องการใช้งาน
- สร้างบัญชีเทรดโดยเลือกแพลตฟอร์ม MT5 จากนั้นเลือกบัญชี Demo สำหรับฝึกเทรด หรือบัญชีเงินจริงเมื่อพร้อม
- เก็บเลขบัญชีเทรด รหัสผ่าน และชื่อ Server ที่ได้รับไว้สำหรับเข้าสู่ระบบ MT5 โดยข้อมูลเหล่านี้อาจแตกต่างจากข้อมูลที่ใช้เข้าสู่พื้นที่ลูกค้าของ TIOmarkets
สำหรับผู้เริ่มต้น บัญชี Demo เป็นทางเลือกที่ช่วยให้ทดลองเทรด และใช้งาน MT5 ได้โดยไม่ต้องฝากเงินจริง และยังสามารถฝึกส่งคำสั่งซื้อขายได้ตามเงื่อนไขของบัญชีทดลอง
ฝากเงินและเข้าสู่ระบบ MT5
เมื่อมีบัญชีเทรดแล้ว ให้เปิดโปรแกรม MT5 และเลือกเมนู File → Login to Trade Account จากนั้นกรอกเลขบัญชี รหัสผ่านสำหรับเทรด และชื่อ Server ให้ตรงกับข้อมูลที่ได้รับ
หลังเข้าสู่ระบบ ให้ตรวจสอบว่าบัญชีเชื่อมต่อสำเร็จและมีราคาอัปเดตในหน้าต่าง Market Watch ซึ่งเป็นส่วนที่แสดงรายชื่อสินทรัพย์และราคาซื้อขาย หากเข้าสู่ระบบได้แต่ไม่สามารถส่งคำสั่ง ให้ตรวจสอบสถานะบัญชีและรหัสผ่านที่ใช้ เพราะรหัสผ่านสำหรับดูบัญชีอย่างเดียว (Investor Password) ไม่สามารถใช้เทรดได้
สำหรับบัญชีเงินจริง หากฝากเงินเข้า Wallet ของ TIOmarkets แล้ว อาจต้องโอนเงินต่อไปยังบัญชีเทรด MT5 ที่ต้องการใช้งาน โดยตรวจสอบเลขบัญชีปลายทางและยอดเงินก่อนยืนยัน ส่วนบัญชี Demo ใช้เงินจำลอง จึงข้ามขั้นตอนการฝากเงินจริงได้
ค้นหา HK50 และตรวจสอบรายละเอียดสัญญา
หลังเข้าสู่ระบบ MT5 ขั้นตอนต่อไปคือค้นหาสินทรัพย์ที่ต้องการเทรด โดยในบทความนี้ใช้ HK50 ซึ่งเป็น CFD ที่อ้างอิงดัชนีฮั่งเส็ง
- เปิดหน้าต่าง Market Watch หากยังไม่แสดง สามารถกด Ctrl+M เพื่อเปิดได้
- คลิกขวาใน Market Watch แล้วเลือก Symbols หรือกด Ctrl+U เพื่อเปิดรายการสินทรัพย์
- ค้นหาคำว่า HK50 และตรวจสอบคำอธิบาย (Description) ให้ตรงกับ Hang Seng Index
- เลือกให้แสดงสัญลักษณ์ใน Market Watch จากนั้นคลิกขวาแล้วเลือก Chart Window เพื่อเปิดกราฟราคา
ในบัญชี Demo ที่ใช้ประกอบบทความนี้ สัญลักษณ์ HK50 แสดงชื่อเป็น .HK50- ซึ่งอาจแตกต่างจากชื่อที่ปรากฏในบัญชีประเภทอื่น
ก่อนส่งคำสั่งซื้อขาย ควรเปิดข้อมูลสัญญา (Specification) โดยคลิกขวาที่สินทรัพย์ใน Market Watch แล้วเลือก Specification เพื่อตรวจสอบขนาดสัญญา จำนวนล็อตขั้นต่ำ และเงื่อนไขการซื้อขาย

สำหรับ .HK50- ในบัญชีตัวอย่าง มีรายละเอียดสำคัญดังนี้
- Contract Size: 10 คือขนาดสัญญาต่อ 1 ล็อต
- Digits: 0 หมายถึงราคาแสดงโดยไม่มีทศนิยม
- Profit Currency: HKD หรือดอลลาร์ฮ่องกง เป็นสกุลเงินที่ใช้คำนวณกำไรขาดทุน
- Minimum Volume: 0.01 ล็อต คือขนาดล็อตขั้นต่ำที่เปิดได้
- Volume Step: 0.01 ล็อต คือขั้นการเพิ่มหรือลดขนาดล็อต
ข้อมูลเหล่านี้สำคัญต่อการคำนวณกำไรขาดทุน โดยเฉพาะ Contract Size และขนาดล็อต ซึ่งเราจะนำไปใช้ในหัวข้อคำนวณล็อต HK50 จากระยะ Stop Loss ด้านล่าง
วิธีส่งคำสั่งเทรด HK50 บน MT5
เมื่อเปิดกราฟ HK50 และตรวจสอบรายละเอียดสัญญาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการส่งคำสั่งซื้อขาย โดยผู้เทรดสามารถเลือก Buy หากคาดว่าราคาจะปรับขึ้น หรือ Sell หากคาดว่าราคาจะปรับลง
MT5 รองรับทั้งการเปิดสถานะทันทีด้วย Market Order และการตั้งคำสั่งรอให้ราคาถึงระดับที่กำหนดด้วย Pending Order นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งสำคัญสำหรับจัดการความเสี่ยง ได้แก่ Stop Loss (SL) เพื่อช่วยจำกัดการขาดทุน และ Take Profit (TP) เพื่อปิดสถานะเมื่อราคาถึงเป้าหมายกำไร
สำหรับสถานะ Buy โดยทั่วไปจะตั้ง SL ต่ำกว่าราคาเข้าและ TP สูงกว่า ส่วนสถานะ Sell จะตั้งในทิศทางตรงกันข้าม โดยต้องตรวจสอบระยะขั้นต่ำที่สัญญาอนุญาตด้วย
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นการฝึกใช้งานในบัญชี Demo ส่วนการเทรดด้วยเงินจริงควรคำนวณขนาดล็อต เงินที่ยอมเสี่ยงจาก Stop Loss และเงินหลักประกัน (Margin) ก่อนส่งคำสั่งทุกครั้ง
ส่งคำสั่งแบบ Market Order
Market Order เป็นคำสั่งซื้อขายที่ส่งไปดำเนินการตามราคาตลาดขณะนั้น โดยมีขั้นตอนดังนี้
- เลือก .HK50- ใน Market Watch แล้วคลิก New Order หรือกด F9 ขณะเปิดกราฟ HK50
- ตรวจสอบ Symbol ให้ถูกต้อง แล้วเลือกประเภทคำสั่ง Market Execution
- กรอก Volume หรือจำนวนล็อตที่ต้องการเทรด พร้อมระดับ Stop Loss และ Take Profit ตามแผน
- ตรวจสอบราคา Bid/Ask แล้วกด Buy by Market หากต้องการเปิดสถานะซื้อ หรือ Sell by Market หากต้องการเปิดสถานะขาย
- หลังส่งคำสั่ง ให้ตรวจสอบแท็บ Trade ว่ามีสถานะเปิดอยู่ พร้อมดูราคาเข้า Volume และระดับ SL/TP ที่บันทึกไว้
ราคา Bid คือราคาที่ใช้เปิด Sell และปิด Buy ส่วนราคา Ask ใช้เปิด Buy และปิด Sell โดยส่วนต่างระหว่างสองราคานี้เรียกว่า Spread ซึ่งเป็นต้นทุนส่วนหนึ่งของการเทรด ทั้งนี้ ราคาที่เปิดสถานะได้จริงอาจแตกต่างจากราคาที่เห็นก่อนกดส่งคำสั่ง

ในภาพตัวอย่างเป็นการเปิดสถานะก่อน แล้วจึงเพิ่ม Stop Loss ภายหลัง เพื่อสาธิตวิธีแก้ไขและลากเส้นบนกราฟ อย่างไรก็ตาม ผู้เทรดควรเตรียมระดับ SL/TP ตามแผนไว้ก่อนส่งคำสั่ง และตรวจสอบข้อมูลในแท็บ Trade หลังเปิดสถานะทุกครั้ง
ตั้ง Pending Order เพื่อรอราคา
หากยังไม่ต้องการเปิดสถานะที่ราคาปัจจุบัน สามารถใช้ Pending Order เพื่อตั้งคำสั่งซื้อขายล่วงหน้า โดยให้ระบบรอจนกว่าราคาจะถึงระดับที่กำหนด
คำสั่งรอที่ใช้บ่อยมีสองประเภทหลัก ได้แก่
- Limit Order: ใช้รอให้ราคาย้อนกลับมาถึงระดับที่ต้องการ เช่น Buy Limit รอซื้อต่ำกว่าราคา Ask ปัจจุบัน ส่วน Sell Limit รอขายสูงกว่าราคา Bid ปัจจุบัน
- Stop Order: ใช้รอให้ราคาเคลื่อนไปถึงระดับที่กำหนด เช่น Buy Stop รอซื้อเหนือราคา Ask ปัจจุบัน ส่วน Sell Stop รอขายต่ำกว่าราคา Bid ปัจจุบัน
เมื่อต้องการตั้ง Pending Order ให้เปิดหน้าต่าง New Order แล้วเลือกประเภทคำสั่งและราคาที่ต้องการ จากนั้นกรอก Volume, Stop Loss, Take Profit และเวลาหมดอายุหากมีให้เลือก ก่อนตรวจสอบข้อมูลและยืนยันคำสั่ง
หลังส่งคำสั่ง รายการจะปรากฏในแท็บ Trade ในสถานะคำสั่งรอ และยังไม่ถือว่าเปิดสถานะซื้อขายจนกว่าจะดำเนินการตามเงื่อนไขสำเร็จ หากต้องการเปลี่ยนราคาหรือยกเลิกคำสั่ง สามารถแก้ไขได้จากรายการ Pending Order ที่ยังรออยู่
ตั้งและปรับ Stop Loss บนกราฟ
หลังเปิดสถานะแล้ว ผู้เทรดสามารถเพิ่มหรือแก้ไข Stop Loss ได้โดยไม่ต้องปิดสถานะเดิม โดยเลือกแก้ไขราคาผ่านหน้าต่าง Modify Position หรือใช้เมาส์ลากเส้น SL บนกราฟเมื่อเปิดการแสดงระดับคำสั่งซื้อขายไว้
ในตัวอย่างนี้เปิดสถานะ Buy HK50 โดยตั้ง Stop Loss เริ่มต้นที่ 23,900 ก่อนปรับขึ้นเป็น 23,992 เพื่อสาธิตวิธีเปลี่ยนระดับ SL
- เปิดหน้าต่าง Modify Position ของสถานะ HK50 ที่ต้องการแก้ไข
- กรอกระดับ Stop Loss ที่ 23,900 แล้วกด Modify เพื่อบันทึก
- เมื่อเส้น SL ปรากฏบนกราฟ ให้ใช้เมาส์ลากขึ้นไปที่ระดับ 23,992
- หลังปล่อยเมาส์และยืนยันการแก้ไข ให้ตรวจสอบคอลัมน์ S/L ในแท็บ Trade ว่าระบบบันทึกระดับใหม่เรียบร้อยแล้ว

เส้น SL หลังลากขึ้นจาก 23,900 เป็น 23,992 และตรวจค่าที่บันทึกใน Trade
หากไม่สามารถลากเส้นบนกราฟได้ สามารถเปิด Modify Position แล้วกรอกราคาโดยตรง ทั้งนี้ ควรตรวจสอบระยะขั้นต่ำของการตั้งคำสั่ง (Stops Level) ใน Specification เพราะระบบอาจไม่อนุญาตให้วาง SL ใกล้ราคาปัจจุบันเกินไป
นอกจากนี้ Stop Loss ไม่ได้รับประกันว่าจะปิดสถานะได้ตรงกับราคาที่ตั้งเสมอไป โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวรวดเร็วหรือราคากระโดด ผู้เทรดจึงควรใช้ SL ร่วมกับการคำนวณขนาดล็อตและเงินที่ยอมเสี่ยง ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไปเกี่ยวกับการคำนวณล็อต HK50
วิธีปิดสถานะ HK50 บน MT5
หลังเปิดสถานะ HK50 แล้ว ผู้เทรดสามารถเลือกปิดทั้งหมดหรือปิดเพียงบางส่วนได้ โดยต้องตรวจสอบจำนวนล็อตคงเหลือหลังส่งคำสั่งทุกครั้ง
ปิดสถานะบางส่วน
การปิดบางส่วน (Partial Close) คือการลดขนาดล็อตของสถานะเดิม โดยปล่อยส่วนที่เหลือไว้ เช่น หากเปิด Buy ขนาด 0.02 ล็อต สามารถปิดออก 0.01 ล็อต และถือสถานะที่เหลืออีก 0.01 ล็อตต่อไปได้
ขั้นตอนปิดสถานะบางส่วนบน MT5 มีดังนี้
- เปิดหน้าต่างของสถานะ HK50 ที่ต้องการปิด แล้วตรวจสอบสัญลักษณ์และ Volume ปัจจุบัน
- เปลี่ยน Volume เป็นจำนวนล็อตที่ต้องการปิด โดยตัวอย่างนี้ใช้ 0.01 ล็อต
- กดปุ่ม Close ของสถานะเดิม ไม่ใช่ Sell by Market
- กลับไปที่แท็บ Trade เพื่อตรวจสอบว่า Volume คงเหลือ 0.01 ล็อตตามที่ต้องการ

สำหรับบัญชีประเภท Hedging ซึ่งสามารถถือ Buy และ Sell แยกกันได้ การกด Sell by Market ขณะถือ Buy อาจเป็นการเปิดสถานะขายเพิ่ม แทนที่จะปิดสถานะซื้อเดิม จึงควรใช้คำสั่ง Close ของสถานะที่ต้องการปิดโดยตรง
ในตัวอย่างนี้ หลังปิดบางส่วนแล้ว แท็บ Trade แสดงสถานะคงเหลือ 0.01 ล็อต และ Stop Loss ยังคงอยู่ที่ 23,992

ปิดทั้งหมดและดูประวัติการเทรด
เมื่อต้องการปิดสถานะ HK50 ทั้งหมด ให้ตรวจสอบ Volume ที่เหลือแล้วใช้คำสั่ง Close จากนั้นดูแท็บ Trade ว่าไม่มีสถานะดังกล่าวค้างอยู่ ก่อนเปิดแท็บ History เพื่อตรวจสอบราคาเปิด ราคาปิด และผลกำไรขาดทุน
ในตัวอย่างนี้ หลังปิดสถานะครบแล้ว History แสดงผลขาดทุนรวม 1.86 USD ซึ่งเป็นผลจากราคาที่ปิดจริง ไม่ใช่ยอดขาดทุนที่คำนวณไว้หากราคาลงไปถึง Stop Loss
หากส่งคำสั่งปิดแล้วหน้าจอยังไม่อัปเดต ควรตรวจสอบรายการใน Trade และ History ก่อนกดซ้ำ เพื่อป้องกันการส่งคำสั่งโดยไม่ตั้งใจ
คำนวณล็อต HK50 จากระยะ Stop Loss
จากตัวอย่างการเปิดและปิดสถานะข้างต้น อีกเรื่องที่ผู้เทรดควรเข้าใจคือการคำนวณขนาดล็อต เพราะแม้ราคา HK50 จะเคลื่อนไหวเท่ากัน แต่จำนวนเงินที่กำไรหรือขาดทุนจะแตกต่างกันตามขนาดสถานะ
ก่อนส่งคำสั่งจึงควรพิจารณาทั้งขนาดล็อต ระยะ Stop Loss และจำนวนเงินที่ยอมเสี่ยง โดยใช้ข้อมูล Contract Size จาก Specification ของบัญชีประกอบ
HK50 ขึ้นหนึ่งจุด คิดเป็นเงินเท่าไร?
สำหรับ HK50 ในบัญชี Demo ที่ใช้เป็นตัวอย่าง Contract Size เท่ากับ 10 และสกุลเงินกำไรขาดทุนเป็น HKD ดังนั้น เมื่อราคาเปลี่ยนแปลง 1 จุดดัชนี มูลค่ากำไรขาดทุนจะขึ้นอยู่กับขนาดล็อตดังนี้
- 1.00 ล็อต: เท่ากับ 10 HKD ต่อจุดดัชนี
- 0.10 ล็อต: เท่ากับ 1 HKD ต่อจุดดัชนี
- 0.02 ล็อต: เท่ากับ 0.20 HKD ต่อจุดดัชนี
- 0.01 ล็อต: เท่ากับ 0.10 HKD ต่อจุดดัชนี
ตัวเลขเหล่านี้อ้างอิงข้อกำหนดของ HK50 ในบัญชีตัวอย่างเท่านั้น ผู้เทรดควรตรวจสอบ Contract Size และสกุลเงินของสัญญาใน Specification ก่อนนำไปคำนวณ
ตัวอย่างคำนวณความเสี่ยงจาก Stop Loss
ตัวอย่างก่อนหน้านี้เปิด Buy HK50 ขนาด 0.02 ล็อต ที่ราคา 24,176 และปรับ Stop Loss จาก 23,900 ขึ้นมาเป็น 23,992 ทำให้ระยะห่างระหว่างราคาเข้ากับ SL เหลือ 184 จุดดัชนี
สามารถคำนวณความเสี่ยงจากระยะราคาได้ดังนี้
- ระยะราคาเข้า–SL = 24,176 − 23,992 = 184 จุด
- มูลค่าต่อจุดที่ 0.02 ล็อต = 10 × 0.02 = 0.20 HKD
- เงินขาดทุนตามระยะ SL = 184 × 0.20 = 36.80 HKD
ในตัวอย่างนี้ HK50 แสดงราคาโดยไม่มีทศนิยม (Digits 0) ทำให้ 1 Point บน MT5 เท่ากับ 1 จุดดัชนี ดังนั้น ระยะ 184 Points จึงเท่ากับ 184 จุดดัชนี
อย่างไรก็ตาม บัญชี Demo ที่ใช้ตัวอย่างเป็นสกุล USD ระบบจึงแปลงเงินขาดทุนจาก HKD เป็นสกุลบัญชี โดยหน้าจอแสดงเงินที่เสี่ยงประมาณ 5 USD

ระยะ SL 184 Points ที่ 0.02 ล็อต ระบบแสดงเงินที่เสี่ยงประมาณ 5 USD ในบัญชีตัวอย่าง
ทั้งนี้ จำนวนเงินที่แสดงอาจเปลี่ยนแปลงตามอัตราแลกเปลี่ยน และผลขาดทุนจริงอาจแตกต่างจากที่คำนวณ หากคำสั่งปิดได้คนละราคากับ SL หรือมีต้นทุนการซื้อขายเพิ่มเติม
ตัวอย่างการคำนวณล็อต HK50 จากงบความเสี่ยง
สมมติว่าผู้ลงทุนกำหนดงบความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาไว้ที่ 30 HKD โดยยังไม่รวมต้นทุนการซื้อขาย และตั้ง Stop Loss ห่างจากราคาเข้า 184 จุด ขณะที่ Contract Size เท่ากับ 10
สามารถคำนวณจำนวนล็อตได้จากสูตรดังนี้
ขนาดล็อต = เงินที่ยอมเสี่ยง ÷ (ระยะ Stop Loss × Contract Size)
30 ÷ (184 × 10) ≈ 0.0163 ล็อต
เนื่องจาก HK50 ในบัญชีตัวอย่างกำหนด Volume Step ไว้ที่ 0.01 ล็อต จึงต้องปัดลงเหลือ 0.01 ล็อต ซึ่งจะมีผลขาดทุนจากส่วนต่างราคาประมาณ 18.40 HKD หากราคาปิดที่ Stop Loss ตามที่กำหนด
แต่หากปัดขึ้นเป็น 0.02 ล็อต ความเสี่ยงจะเพิ่มเป็น 36.80 HKD และเกินงบ 30 HKD ที่ตั้งไว้
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างสำหรับฝึกคำนวณ ผลขาดทุนจริงอาจแตกต่างตามราคาที่ดำเนินการได้และต้นทุนการซื้อขาย นอกจากนี้ ผู้เทรดควรตรวจสอบเงินหลักประกัน (Margin) ที่ต้องใช้ก่อนเปิดสถานะ โดยสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากบทความ Leverage คืออะไร
ตัวอย่างปัจจัยที่ส่งผลต่อดัชนีหุ้นฮั่งเส็งในปี 2026
ดัชนีฮั่งเส็งได้รับอิทธิพลจากทั้งเศรษฐกิจจีน เศรษฐกิจฮ่องกง และทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ เพราะบริษัทในดัชนีมีธุรกิจเชื่อมโยงกับหลายตลาด ตัวอย่างเหตุการณ์ในปี 2026 ต่อไปนี้จะช่วยให้เห็นว่าปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อหุ้นใน HSI ได้อย่างไร
เศรษฐกิจจีนกับความต้องการสินค้าและบริการ
เศรษฐกิจจีนไตรมาส 3 ปี 2026 ขยายตัว 4.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนเก้าเดือนแรกเติบโต 4.6% อย่างไรก็ตาม แต่ละภาคธุรกิจเติบโตไม่เท่ากัน โดยภาคก่อสร้างหดตัว 4.4% ขณะที่ธุรกิจบริการด้านข้อมูล ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศขยายตัว 9.8%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจจีนโดยรวมจะเติบโต แต่บางอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดัน ซึ่งส่งผลต่อบริษัทในดัชนีฮั่งเส็งแตกต่างกัน เช่น ธุรกิจเทคโนโลยีอาจได้รับประโยชน์จากความต้องการบริการดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ธนาคารอาจเผชิญความเสี่ยงจากลูกหนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น การติดตามเศรษฐกิจจีนจึงควรดูทั้งภาพรวมและผลกระทบต่อหุ้นแต่ละกลุ่มใน HSI
เศรษฐกิจฮ่องกงกับธุรกิจการเงินและอสังหาริมทรัพย์
วันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ฮ่องกงรายงานประมาณการเบื้องต้นว่า GDP ไตรมาส 3 ขยายตัว 5.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการส่งออกและความต้องการภายในประเทศ ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้น 7.3% และการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 2.8%
การเติบโตของเศรษฐกิจฮ่องกงมีความสำคัญต่อ HSI เพราะดัชนีมีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในฮ่องกงโดยตรง เช่น ธนาคาร บริษัทประกัน และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เมื่อการลงทุนหรือการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ก็อาจช่วยกระตุ้นความต้องการสินเชื่อ บริการทางการเงิน และพื้นที่เชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม ผลดีต่อบริษัทแต่ละแห่งยังขึ้นอยู่กับต้นทุนและสภาพการแข่งขันด้วย
ดอกเบี้ยสหรัฐฯ กับกระแสเงินทุนในฮ่องกง
ฮ่องกงใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่เชื่อมโยงดอลลาร์ฮ่องกง (HKD) กับดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ทำให้นโยบายการเงินของสหรัฐฯ มีอิทธิพลต่อดอกเบี้ยและการเคลื่อนย้ายเงินทุนในฮ่องกงด้วย
ในเดือนตุลาคม 2026 ธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) อธิบายว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่าง HKD และ USD ที่กว้างขึ้น เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนบางส่วนกู้เงินสกุลที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า เพื่อนำไปลงทุนในสกุลที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ส่งผลให้ดอลลาร์ฮ่องกงอ่อนค่าลง ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.75–4.00% ในการประชุมวันที่ 28 ตุลาคม
เมื่อเงินทุนไหลเข้าหรือออกจากฮ่องกง สภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ยในตลาดอาจเปลี่ยนแปลงตาม ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ส่วนธนาคารอาจได้รับผลกระทบทั้งด้านต้นทุนเงินฝากและรายได้จากสินเชื่อ ทำให้การเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยส่งผลต่อหุ้นแต่ละกลุ่มใน HSI ไม่เหมือนกัน

คำถามที่พบบ่อย
คำสงวนความรับผิด: สัญญาการซื้อขายส่วนต่าง เป็นตราสารที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินอย่างรวดเร็วจากเลเวอเรจ คุณควรพิจารณาว่าคุณเข้าใจถึงระบบการทำงานของ สัญญาการซื้อขายส่วนต่าง และพร้อมรับความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินแล้วหรือไม่ อย่าฝากมากกว่าจำนวนเงินที่คุณพร้อมจะสูญเสีย การขาดทุนของลูกค้ามืออาชีพอาจมากกว่าเงินฝากของพวกเขา โปรดดูนโยบายคำเตือนความเสี่ยงของเราและรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระหากคุณไม่เข้าใจส่วนใด ข้อมูลนี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้หรือมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่หรือใช้โดยผู้ที่อาศัยอยู่ในบางประเทศ/เขตอำนาจศาล โดยรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง สหรัฐอเมริกาและ OFAC บริษัทมีสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงรายชื่อประเทศข้างต้นตามดุลยพินิจของตนเอง
Join us on social media
Authors BIO







